[Fiction KHR] |Write "L" "O" "V" "E"| [6959]

posted on 08 Jan 2011 23:11 by snowdome  in Fiction
 
ก่อนอื่นก็ต้อง...
 
 
สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกคน!
 
 
ช้าไปหน่อย (ก็งานมันเยอะนี่หว่า << ข้ออ้างเดิมๆ)
 
 
รู้สึกเหมือนตัวเองห่างหายไปนาน ปีที่ผ่านมาระยะเว้นว่างในการอัพบล็อกแต่ละที...โหย เป็นชาติ! ช่วยไม่ได้อ่ะ โดมเรียนเทอมสุดท้าย ซึ่งหนักมาก~คุ้นๆ เหมือนเคยมีคนบอกว่าเทอมสุดท้ายในมหาลัยชิวๆ ทำไมตรูไม่ชิววะ!
และปีนี้ก็เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ (โอ้ว ชีวิตนักเรียนของฉัน~) ก็คงมาอัพแบบหร่อมแหรมเหมือนเคย
 
 
ช่วงปีใหม่เลยขอทิ้งทวนชีวิตนักศึกษาอีกสักที...

 
 
 
 
 

Title : Write "L" "O" "V" "E"
Paring : 6959 ( Mukuro x Gokudera )
Author : Snow Dome

 

 

 

 

 

 


 

กลิ่นหอมหวานของบุหรี่ที่คุ้นเคยผนวกกับกลิ่นฝนโปรยปรายให้สัมผัสเย็นฉ่ำยามแตะต้องผิวกาย

 

 

โกคุเทระชักมือกลับทันทีที่เม็ดฝนกระทบโดนฝ่ามือ นัยน์ตาสีแมกไม้ส่ออารมณ์หงุดหงิด มันไม่ใช่เรื่องผิดที่ฝนจะตกลงมาโดยไม่บอกไม่กล่าว ไร้ซึ่งคำพยากรณ์ล่วงหน้า แต่มันผิดที่ทำให้เขาไม่สามารถจะออกไปตามนัดได้ และก็เป็นครั้งแรกที่เขาจะโยนความผิดทั้งหมดให้กับสภาพดินฟ้าอากาศ

 

 

หน้าจอโทรศัพท์มือถือส่งแสงสว่างพร้อมบอกว่าไร้สัญญาณให้ติดต่อสื่อสารกับคนอื่น ทำให้เจ้าของเครื่องต้องสบถในลำคอ เนื้อตัวสั่นเทาน้อยๆ เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงรวดเร็วอย่างน่าตกใจจนเสื้อโค้ชที่แม้จะหนาก็ยังเอาไม่อยู่

 

 

ให้ตายสิ! วันนี้เขาอุตส่าห์ขอท่านรุ่นที่สิบลาพักเพราะคำขอร้องบ้าๆ นั่นเชียวนะ!

 

 

 

ฮายาโตะคุง ไม่ว่ายังไงคุณต้องมาให้ได้นะครับ…

 

 

 

นึกถึงคำอ้อนขอพลางมองสายฝนหนาเม็ดด้านนอก ลมหายใจก็ถูกพรั่งพรูออกมา เอาก็เอาว่ะ!

 

 

โกคุเทระกระชับเสื้อโค้ชก่อนที่ขาเรียวจะก้าวออกไปเผชิญกับแอ่งน้ำและสายฝน รู้สึกเจ็บตามเนื้อตัวเมื่อเม็ดฝนตกกระแทกเข้ากับตัวเหมือนโดนปาหินใส่อย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาต้องรีบสลับเท้าเดินให้เร็วขึ้นจนแทบจะกลายเป็นวิ่ง

 

 

แปะ! แปะ!

 

 

“ให้ตายสิ! จะตกทำไมหนักหนาวะ”

 

 

เสียงหวานสบถลั่นไม่สนใจสายตาเหล่าคนที่เข้ามาหลบฝนสถานีรถไฟฟ้า เส้นผมสีเทาเปียกฉ่ำแนบลู่ไปกับแก้มเนียน หยาดน้ำใสไหลลงจากปลายคางสู่พื้นคอนกรีตเบื้องล่าง นัยน์ตาแววสวยมองสำรวจเนื้อตัว มือเรียวปลดเสื้อโค้ชออกเผยให้เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เปียกปอนไม่ต่างจากส่วนอื่นแนบไปกับผิวเนื้อ

 

 

“เปียกหมดเลย บ้าชิบ!”

 

 

โกคุเทระคงไม่รู้ตัวเลยว่า ท่าเสยผมของเขาดึงดูดสายตาของประชากรทุกคนในสถานีให้อยู่ในจุดเดียว

 

 

“ไอ้ฝนเวร ตกลงมาได้ ทำไมไม่ไปตกพรุ่งนี้วะ”

 

 

และแล้วร่างบางก็ทำบาปอีกครั้งด้วยท่วงท่าลูบใบหน้า แม้จะด้วยความเหนื่อยแต่ก็ทำให้คนมองต่างหน้าแดงไปตามๆ กัน เหมือนยินเสียงแว่วๆ จากใครบางคนที่จะทำตัวหน้าด้านไปจีบคนสวย หากแต่กระการทำนั้นก็ไม่เกิดขึ้นเมื่อรถไฟแล่นฉิ่วมาถึงชานชาลา

 

 

และเหมือนกับรู้เวลา โทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กที่นอนอยู่ก้นกระเป๋าเสื้อก็ร้องเสียงดังสั่นสะท้านชวนให้หยิบดู

 

 

หน้าจอแสดงคำสั่งว่ามีข้อความเข้าโดยชื่อของคนที่เขานัดไว้ ไม่รอช้ารีบกดเปิดอ่านโดยไว

 

 

 

ไปโบกี้ที่สาม หากระเป๋าเอกสารสีดำ 

 

 

 

มีแค่นี้…รับรองได้เลยว่ามันไม่มีแม้กระทั่งคำทักทาย คำอำลา ประหนึ่งชวนเล่นซ่อนหา เป็นนักสืบจิ๋วโคนัน แต่นั่นมันการ์ตูนคนละเรื่องกันเลยนะโว้ย!

 

 

นี่ไอ้บ้านั่นนึกอยากจะเล่นละครหรือไง ให้ตัวเองรับบทเป็นศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ ส่วนเขาก็เป็นเชอร์ล็อค โฮล์มส์ แต่เขาไม่ได้ถนัดเล่นไวโอลิน ที่สำคัญคือเขาไม่ได้มีคู่หูเป็นวัตสันด้วย! โกคุเทระคำรามในลำคออย่างไม่สบอารมณ์ นึกอยากเมินเฉยต่อข้อความที่โดดเด่นอยู่ในหน้าจอมือถือ ถ้าไม่ติดว่ามีอีกข้อความถูกส่งมาในเวลาไล่เลี่ยกัน

 

 

 

อย่าคิดทำเป็นไม่สนใจนะครับ ไม่งั้นผมจะลงโทษคุณให้หนักเชียว!

 

 

 

เออ! ทีแบบนี้มาทำขู่ นึกว่ากลัวรึไงกัน!!...

 

 

โกคุเทระผลักผู้ชายคนหนึ่งที่ดูจากลักษณะภายนอกแล้วคาดว่าเป็นพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาๆ ออกให้พ้นทาง พลางชะเง้อคอมองหากระเป๋าเอกสารสีดำตามพื้น ขาคนที่ระเกะระกะขัดขวางการตามหาทำให้ร่างบางนึกอยากจะปาระเบิดใส่ขาพวกนั้นเสียให้หมด

 

 

“หลบไปไกลๆ เลยยัยเพิ้ง!”

 

 

อย่าหาว่าเขาหยาบคายกับผู้หญิงเลย ยัยเพิ้งที่เขาด่ายังไม่นับว่าเป็นผู้หญิง เธอสูงใหญ่อวบอ้วน สวมแว่นตากรอบแดงไม่เข้ากับหน้าตา เส้นผมรกรุงรังบดบังทัศนะการมองเห็นของเขาไปเกือบครึ่ง เมื่อยัยเพิ้งแกล้งเขยิบมาขวางหน้า แถมเอาก้นแสนสะเบิ้มถูไถสีข้างของเขา คาดว่ายัยเพิ้งคนนี้เป็นมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ลูกครึ่งหมูผสมแรด

 

 

เมื่อกี้เขาว่าเห็นกระเป๋าสีดำแว่บๆ อยู่ใต้ขาใครสักคน…

 

 

ก็ถูกครึ่งหนึ่ง…แต่ความจริงมันอยู่ใต้เก้าอี้สีเหลืองอำพันที่มีคุณยายนั่งอยู่

               

 

 

อย่าเพิ่งเปิดดูของข้างในเด็ดขาด!

 

 

 

ประหนึ่งว่าไอ้เจ้าของข้อความบัดซบจะอยู่ใกล้ตัวจนเกินคาด

 

 

โกคุเทระถลึงตาใส่มือถือในมือราวกับว่ามันเป็นอริกันมาแต่ชาติปางก่อน ร่างบางสาวเท้าเร็วๆ จนแทบจะกลายเป็นวิ่งเพื่อหลบหนีสายตาจับผิดของคนรอบข้างให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนี้เขาลงมาจากรถไฟฟ้าแล้ว หลังจากที่ต้องแบกหน้าให้คนอื่นมองเมื่อต้องทำท่าเหมือนโรคจิตชอบดูสิ่งที่อยู่ใต้กระโปรงของคนแก่ ทั้งนี้ก็เพราะเขาต้องก้มลงไปหยิบกระเป๋าเอกสารสีดำตามคำสั่งของข้อความ

 

 

รู้สึกเหมือนถูกสายตาตำหนิจากทั่วสารทิศ ไม่นับรวมเสียงนินทาจากผู้โดยสารอีกมากมาย แต่ไม่เป็นไร โกคุเทระทำได้อยู่แล้ว ก็แค่เอาความแค้นที่ต้องอับอายทั้งหมดไปให้กับคนสั่ง…บุญคุณต้องทดแทน แค้นต้องชำระ!!

 

 

มือถือสั่นอีกครั้งพร้อมข้อความที่เข้ามาใหม่

 

  

 

ไปซื้อดอกกุหลาบสีขาวที่ร้านข้างสถานี อย่าลืมริบบิ้นสีเหลืองนะครับ 

 

 

 

คราวนี้เป็นคำสั่งที่ง่ายเกินคาด

 

 

โกคุเทระไม่อิดออดเท่าไรนักตอนเดินเข้าร้านขายดอกไม้คนเดียว เจ้าของร้านหญิงที่เคยพบหน้าบางครั้งบางคราวยิ้มละมุนละไมให้ ไม่นานกุหลาบขาวก็มานอนอยู่ในอ้อมแขนของร่างบางอย่างนุ่มนวล

 

 

“ทำไมวันนี้มาคนเดียวละค่ะ”

 

 

“อีกคน…มันไปทำธุระที่แดนไกลนะ”

 

 

ไอ้แดนนั้นคือนรกไงล่ะ…เจอหน้าเมื่อไรพ่อจะจับยัดลงกล่องผูกโบว์ส่งถวายพญายมทันทีเลย!!

 

 

โกคุเทระกรีดยิ้มเย็น แต่เจ้าของร้านกลับตีความเป็นอีกอย่างหนึ่งซะฉิบ!

 

 

“อ้อ นี่กำลังจะไปเซอร์ไพร์สใช่ไหมค่ะ แหม พวกคุณเนี่ยน่ารักจริงๆ เลยน่า” ถ้าไม่ติดว่าเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน ร่างบางคงไม่ลังเลที่จะเอาระเบิดยัดปากเตรียมพร้อมจะส่งไปรษณีย์ด่วนจี๋เป็นของแถมไปให้พญายมอีกหนึ่ง

 

 

รอยยิ้มแหยจึงถูกส่งไปให้เจ้าของร้านหญิงก่อนที่โกคุเทระจะจ้ำฝีเท้าสุดแรงเกิด ของเริ่มชักจะเต็มมือมากขึ้นทุกที น่าฉงนที่เขากลับรู้สึกตื่นเต้นยังไงก็ไม่รู้…หรือเขาจะอยู่กับไอ้บ้าเบสบอลมากเกินไปจนติดโรคเพี้ยนมา!

 

 

โกคุเทระเลี้ยวเข้าร้านเค้กที่กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นตามคำสั่งในข้อความอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของเขาไม่ใช่การสั่งเค้กหน้าตาหวานเลี่ยนในตู้กระจก แต่เป็นพนักงานในร้านที่มีป้ายชื่อกำกับไว้ให้มองผ่านๆ

 

 

 

ทักทายโคคุงนิดหน่อย แบมือ รับกล่อง แล้วออกจากร้านได้ 

 

 

 

แน่นอนว่าเขาทำตามข้อความทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าจะเชื่องเชื่อฟังง่ายแต่เพราะตอนนี้เขาหนาวด้วยเสื้อผ้าที่เปียกชื้น อุณหภูมิลดต่ำหลังจากฝนหยุดตกแล้ว กระนั้นท้องฟ้าก็ยังมืดครึ้มอยู่เหมือนเดิม

 

 

ตอนแรกโคคุงก็มึนงงเล็กน้อยที่เห็นเขาเดินตรงเข้าไปทักทายเสียงเย็นยะเยือก แต่พอแบมือออกสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแฉ่งยินดี บอกให้เขานิ่งรอแล้วหายไปหลังร้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมกล่องเค้กขนาดหนึ่งปอนด์กำลังพอดีมือ พอส่งถึงมือปุ๊บก็โบกมือลาปั๊บ สรุปคือเขาไม่จำเป็นต้องออกเงินจ่ายค่าเค้กปริศนานี้สินะ

 

 

ก่อนที่ร่างบางจะก้าวออกจากร้านไปอย่างไม่หันกลับ โคคุงก็มิวายจะทิ้งประโยคประหลาดให้เขามึนงง

 

 

“ขอให้มีความสุขในวันพิเศษนะครับ!!”

 

 

พิเศษเหรอ…ยังไงกันล่ะ

 

 

ไม่ใช่วันเทศกาลอะไรสักหน่อย ยิ่งไม่ใช่วันนักขัตฤกษ์ หรือจะเป็นวันเกิดของใครสักคน แต่เท่าที่จำได้ก็ไม่มีนี่นา

 

 

โกคุเทระตัดสินใจทิ้งคำตอบของคำถามนั้นไว้เบื้องหลัง จะขบคิดให้ได้อะไรขึ้นมา รู้อยู่ว่าพนักงานขายเค้กร้านนี้ค่อนข้างจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตรงที่อวยพรพูดจาอะไรไม่เคยรู้เรื่องกับมนุษย์เขาหรอก! รู้ได้ยังไงนะเหรอ ก็เขาเคยมาร้านนี้ครั้งหนึ่ง แต่ก็แค่ครั้งเดียวแล้วก็ไม่ได้กลับมาเหยียบย่างอีกเลยจนกระทั่งวันนี้

 

 

ก้าวเดินผ่านแอ่งน้ำเจิ่งนองบนพื้นถนน พร้อมก้มมองของในมือไปพลางอย่างนึกสงสัย

 

 

มีกระเป๋าเอกสารสีดำปริศนาในมือซ้าย ตามมาด้วยดอกกุหลาบขาวในอ้อมแขนขวา ประสานกับกล่องเค้กเจ้าอร่อยที่นานทีปีหนเขาจะแตะอยู่บนมือข้างเดียวกัน…ทุกอย่างล้วนแต่เป็นปริศนา

 

 

ไม่เข้าใจเลยว่าหมอนั่นกำลังเล่นอะไรอยู่กันแน่

 

 

“เฮ้อ…อะไรกันหนักหนาวะ” เสียงพึมพำทอดถอนใจเหมือนคนปลงตก แต่ถ้าร่างบางได้เงยหน้ามองกระจกร้านค้าก็คงเห็นว่า แก้มของตนบานแค่ไหนจากรอยยิ้มกว้างๆ เผยฟันขาวนั้น และแล้วรอยยิ้มก็หุบฉับทันทีที่มือถือสั่นสะท้านกรีดเสียงร้องโหยหวนขึ้นอีกครั้ง

 

 

คราวนี้ร่างบางแทบจะลืมหายใจ ทวนข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอนับสิบครั้ง

 

 

 

ช่วยมาที่สวนสาธารณะนามิโมริด้วยนะครับ  

 

 

ผมรอคุณอยู่ที่นี่ ฮายาโตะคุง 

 

 

 

มันไม่ใช่สถานที่ที่แปลกประหลาดอะไร ออกจะธรรมดาสามัญจนเกินขาดเสียด้วยซ้ำไป แต่สำหรับเขากับไอ้หมอนั้นมันไม่ได้ธรรมดานักในความทรงจำ

 

 

ก็ที่แห่งนั้นนะมัน…

 

 

ท้องฟ้าเริ่มสลัวเมื่อพระอาทิตย์เคลื่อนให้ตึกสูงในกรุงโตเกียวบดบังร่าง ลมเย็นๆ ที่ปะทะตัวยิ่งทำให้ร่างบางกระชับเสื้อโค้ชชุ่มน้ำให้แน่นขึ้น มีเสื้อเปียกๆ ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย

 

 

ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเลยสักนิดกับการเดินมาที่นัดพบของอีกคน แล้วโกคุเทระก็พบว่าสวนสาธารณะนามิโมริในเวลานี้เงียบงันร้างผู้คน แต่ยังแลดูชวนให้อุ่นใจเมื่อมีแสงสว่างจากหลอดไฟนีออนของเสาไฟฟ้า แลเห็นแมลงปอบินเกาะกลุ่มกันอยู่ประปราย ยินเสียงหิ่งห้อยเสริมบรรยากาศ

 

 

มันก็โอเคนะ ถ้าไม่ติดว่ามันวังเวงซะจนน่ากลัวว่าจะมีอะไรออกมาจากความมืดรึเปล่า

 

 

โกคุเทระสะดุ้งโหยงเมื่อมือถือสั่นอีกครั้ง ขับไล่จินตนาการที่เตลิดเปิดเปิงไปไกลให้กลับมามีสติอีกครั้ง และข้อความคราวนี้ก็ทำให้เขาต้องยืนอ้าปากค้างกลางสวนสาธารณะ

 

 

 

กลัวรึเปล่าครับ ฮายาโตะคุง 

 

 

แต่อย่ากลัวไปเลย เพราะผมอยู่ข้างคุณตลอดเวลา 

 

 

 

ก็ไม่รู้ทำไม แต่พออ่านแล้วมันรู้สึกสยองหลอนยังไงชอบกล ข้อความอีกอันยังผลให้เขาขมวดคิ้ว

 

 

 

อย่ามัวแต่ยืนสิครับ ไปนั่งที่โต๊ะน้องเป็ดเร็วเข้า 

 

 

 

โต๊ะน้องเป็ดเป็นโต๊ะพร้อมเก้าอี้เล็กๆ สำหรับเด็กวัยกำลังซน ถ้าเขาไปนั่งไม่แคล้วต้องโดนสายตาล้อเลียนจากคนรอบข้างอย่างแน่นอน แต่ในเมื่อเวลานี้มันไม่มีใครสักคน เขาจะอายไปทำไมก็ไม่รู้เลยล้มตัวลงนั่งอย่างไม่คิดอะไร ก่อนจะเปิดกล่องเค้กออกเผยให้เห็นเค้กช็อกโกแลตวาดหน้าสวยงามเป็นรูปสัปปะรดกำลังระเบิด…ใครเป็นคนทำวะ!

 

 

ช่อดอกกุหลาบขาวถูกวางไว้ขนาบไปกับก้อนเค้ก แล้วในที่สุดสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเอกสารสีดำก็ได้ฤกษ์เปิดตัวออกมาชมโลกภายนอกเสียที

 

 

โกคุเทระพองแก้มอย่างขัดใจ “นึกว่าอะไร…ก็แค่สมุดจดธรรมดาไม่ใช่รึไงวะ”

               

 

 

โอ๋ โอ๋ อย่าเพิ่งน้อยใจสิครับ 

 

 

ฮายาโตะคุงช่วยเปิดสมุดจดอ่านหน่อยสิครับ 

 

 

ไม่ต้องอ่านออกเสียงหรอกนะ

               

 

 

มันขัดกันเหมือนจะรู้แกว โกคุเทระวางโทรศัพท์มือถือลงกับโต๊ะน้องเป็ด แม้จะไม่ค่อยสบอารมณ์นักที่คนนัดยังไม่ยอมโผล่หน้าออกมาเสียที มีแต่ส่งข้อความมาเนี่ยดีแล้วรึไง กระนั้นร่างบางก็ยังพลิกหน้ากระดาษอ่านอย่างตั้งใจ

 

 

มันเป็นไดอารี่ที่ถูกบันทึกด้วยตัวอักษรสวยงามแต่ก็หวัดอย่างเป็นธรรมชาติอ่านได้ง่าย ไม่มีการลงวันที่ คล้ายกับว่าคนเขียนกำลังกลั่นกรองคำพูดออกมา สื่อสารกับหน้ากระดาษที่เขาเห็นว่าเป็นใครคนหนึ่ง

 

 

 

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเขียนไดอารี่

 

 

ไม่รู้คุณจะจำมันได้รึเปล่า แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราคุยกันว่าสักวันหนึ่ง เราสองคนจะแลกไดอารี่กันอ่าน…คุณบอกว่ามันดูเหมือนเด็กมัธยมเลยใช่หรือเปล่า แต่ผมก็ยังหน้าอ่อนอยู่ งั้นผมก็เขียนมันได้สินะ แล้วคุณจะยอมแลกกันอ่านไหม

 

 

ตั้งแต่ผมเจอกับคุณ เวลามันก็ผ่านไปตั้งสิบปีแล้วนะ อดเหงาไม่ได้เลย…ตอนที่นึกถึงภาพคุณตอนอายุสิบสี่ ช่างเป็นเด็กไร้เดียงสาที่น่ารักกว่าทุกคนที่ผมเคยเจอมา แต่ถ้าพูดแบบนี้ไปคุณต้องโกรธผมแน่ๆ พูดไปแล้วมันก็ชวนให้นึกถึงวันแรกที่เราขึ้นรถไฟด้วยกันนะครับ โบกี้ที่สาม ที่นั่งติดประตูด้านซ้าย…ผมจำได้ขึ้นใจเลยล่ะ ก็คุณเอาแต่บ่นเป็นคนแก่อยู่นั่นแหละ เดี๋ยวก็ ร้อนชะมัด เหนื่อยชะมัด ไปตายซะไอ้พวกมนุษย์เงินเดือน…บอกตรงๆ มันเป็นวันที่ผมก็รำคาญคุณไม่แพ้กันเลย แต่ไม่รู้ทำไมถึงจำมันได้เหมือนเรื่องเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

 

 

 

เพิ่งรู้นะเนี่ยว่าแกคิดกับฉันแบบนี้! โกคุเทระแสยะยิ้มพร้อมคาดโทษในใจ

 

 

 

วันหนึ่งคุณบอกผมว่า คุณอยากได้กุหลาบขาวพร้อมริบบิ้นสีเหลือง เพราะไอ้คำพูดลอยๆ ของคุณเนี่ยทำให้ผมต้องไปเสาะหาร้านขายดอกไม้คนเดียว แล้วพอผมพาคุณไปก็ดันพูดพร้อมสีหน้าดีใจเสียอีก 

 

 

“อ่า! รุ่นที่สิบจะต้องชอบแน่ๆ!!”

 

 

ทำร้ายจิตใจกันชะมัดเลยนะครับ แต่เอาเถอะ ในเมื่อคนๆ นั้นชอบอะไร คุณก็ชอบเหมือนกันนี่นา ก็นับว่าที่ลงทุนไปไม่เสียเปล่า อย่างน้อยวันนี้คุณก็รับดอกไม้จากผมไปแล้วนี่ 

 

 

 

“ไม่ยักจะจำได้แฮะ”

 

 

ทั้งคำพูดที่เขากล่าวออกไปนั้น ทั้งเรื่องดอกไม้ที่ได้รับมา…มันเมื่อไรกันล่ะ

 

 

 

ผมชอบช็อกโกแลต…คุณจำได้รึเปล่า

 

 

ยิ่งเห็นคุณทำหน้าขยะแขยงของหวานขนาดไหนผมก็ยิ่งชอบใจ ยิ่งตอนที่ผมพาคุณไปร้านเค้กร้านแรกของพวกเรา แค่เหยียบเข้าไปในร้านนั้นคุณก็ผงะแล้ว หน้าของคุณตอนนั้นตลกจริงๆ! โคคุงถ่ายรูปไว้ให้ จำได้ไหม ตอนนั้นคุณอาละวาดซะร้านแทบพังจนผมต้องจ่ายค่าทำขวัญเยอะมากจนต้องร้านจานชดใช้ อ่า...แต่คุณก็ดันชิ่งกลับก่อน ให้ผมต้องทำคนเดียว คุณใจร้ายมากเลยนะ รู้รึเปล่า

 

 

(ปล.ผมแนบรูปมาให้ด้วยนะ โคคุงนี่เป็นคนดีจริงๆ เลย)

 

 

 

คำตอบของคำถามนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้โกคุเทระเอาแต่จ้องเขม็งไปที่รูปถ่ายรูปหนึ่ง มันปรากฏตัวเขาอยู่ในนั้นไม่ผิดแน่ แต่ไอ้หน้าตาเหมือนถูกผีหลอกที่เขาแสดงออกไปเนี่ยสิ

 

 

นั่นมันเขาแน่รึเนี่ย ทำไมอัปลักษณ์แบบไม่น่าให้อภัยขนาดนั้นเล่า!!

 

 

สาบานได้...พรุ่งนี้เขาจะกลับไปพังร้านไอ้โคคุงนั่นอีกรอบ!

 

 

 

สุดท้ายแล้ว…ผมรู้ว่าไดอารี่นี้มันสั้นเกินไปสำหรับการเขียนที่ใช้เวลานานถึงสามปีเต็ม

 

 

ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ พอผมจะชวนคุณไปเดทกันทีไร คุณต้องทำตัวยุ่ง มีงานติดพันหัวไม่ว่าง หางไม่เว้นอยู่เรื่อย แล้วพอชวนได้ก็ดันมาได้แต่ที่แบบนี้…ตรงไหนที่คุณบอกว่ามันโรแมนติกกันนะ ผมไม่เห็นจะเข้าใจเลย

 

 

ว่าแต่คุณนึกออกรึยังว่า ที่เดทแรกของพวกเราคือที่ไหน 

 

 

 

“จะต้องให้บอกอีกรึไงเล่า” เสียงทุ้มหวานพึมพำเบาๆ

 

 

ใบหน้าสวยแดงระเรื่อ โชคดีที่ตอนนี้มืดกำลังดีทำให้คนที่บอกว่าอยู่ข้างเขาตลอดเวลาอาจจะมองไม่เห็นก็ได้ กระนั้นร่างบางก็ยังคงซบหน้าลงกับฝ่ามือ

 

 

 

ผมรู้หรอกว่าตอนนี้คุณกำลังเขิน!!

 

 

และผมก็จะแกล้งคุณเหมือนที่คุณชอบบอกว่า ผมเป็นคนขี้แกล้ง…แล้วคุณรู้รึเปล่าว่า ผู้ชายนะ จะแกล้งแต่กับคนที่ชอบเท่านั้นแหละ (บอกใบ้ขนาดนี้ คุณจะต้องเข้าใจแน่ๆ เลย ก็คุณฉลาดนี่เนอะ อ้อ ผมไม่ได้ประชดอะไรคุณหรอกนะครับ) ดังนั้นผมก็จะแกล้งคุณต่อไป

 

 

คุณกลัวผีใช่รึเปล่า...อย่ามาแกล้งอำว่าไม่กลัวล่ะ ผมรู้จักคุณดีนะ ผมยังจำวันที่คุณดูหนังผีกับพวกวองโกเล่แล้วต้องมานอนคลุมโปงใต้ผ้าห่มไม่ยอมหลับยอมนอนได้อยู่เลย พอนึกดู คืนนั้นผมต้องนอนกอดคุณทั้งคืนเพื่อให้คุณหลับสบาย ส่วนผมก็ตาโหลจนวันต่อมาคุณไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้ 

 

 

ขอย้ำอีกครั้ง คุณใจร้ายมากๆ แต่ก็ถือว่าคุ้มนะ คุณคงไม่รู้หรอกว่าผมดีใจแค่ไหนที่เป็นคนเดียวที่ได้เห็นคุณในเวลาที่ดูไม่ได้แบบนั้น 

 

 

โอเคๆ ผมไม่แกล้งคุณแล้วก็ได้ อย่าทำหน้าเหมือนอยากจะเผาไดอารี่ทิ้งแบบนั้นสิครับ 

 

 

นี่ ฮายาโตะคุง... 

 

 

หันมาทางนี้สิ 

 

 

 

“ฮายาโตะคุง หันมาทางนี้หน่อยสิครับ”

 

 

เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นเรียกให้คนที่เพิ่งไล่สายตาอ่านถึงอักษรตัวสุดท้ายสะบัดตัวหันไปมอง แล้วก็พบชายหนุ่มผมสีอำพันยืนยิ้มอยู่ห่างจากเขาไปเพียงหนึ่งช่วงแขน

 

 

โกคุเทระตั้งใจจะอ้าปากต่อว่าคนที่จู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่ให้สุ้มไม่ให้เสียง แต่กลายเป็นว่าเขาต้องพยายามห้ามไม่ให้หัวใจเต้นรัวยามได้เห็นคนตรงหน้า ริมฝีปากบางเฉียบคลี่ยิ้มอ่อนโยนที่แม้จะเคยถูกปรามาสว่าเสแสร้ง ทว่าเวลานี้กลับมีแต่ความจริงใจจนร่างบางใจเต้น ดวงตาคู่คมจับจ้องใบหน้าหวานนิ่งๆ ราวกับกำลังจดจำให้มันสลักลึกเข้าไปจนไม่อาจจะลบออก เฉกเช่นเดียวกับฝ่ามือหยาบกร้านที่เลื่อนไปกอบกุมมือบางไว้แน่น

 

 

มุคุโร่หัวเราะแผ่วเบาเมื่อเห็นแก้มแดงปลั่งของร่างบาง น่ารักจนเขาอดใจไม่ไหวต้องก้มลงแนบริมฝีปากลงไป ลองชิมความหวานจากแก้มนวล ที่หอมหวานราวกับสตอร์เบอรี่สีแดงสด

 

 

“อย่าทำหน้าน่ารักนักสิครับ เดี๋ยวผมทนไม่ไหวแล้วคุณนั่นแหละที่จะแย่”

 

 

“เมื่อกี้แกทนแล้วรึไงวะ” โกคุเทระสวนทันควัน

 

 

“เมื่อกี้แค่คำเตือนครับ” มือหยาบไล้ปลายผมสีเทาสลวยเบาๆ พร้อมจ้องประสานดวงตาสีมรกตอย่างไม่ละออก “ถ้าผมเอาจริงล่ะก็ คุณกับผมคงไม่ยืนกันอยู่ตรงนี้ รอให้คุณตอบคำถามผมเสร็จก่อนเถอะ ผมจะฟัดคุณให้หายหมั่นเขี้ยวเลย...เห็นมั้ย ผมออกจะอดทน”

 

 

สิ้นคำ ร่างบางเจ้าของเรือนผมสีเทาก็จ้องเขาด้วยตาขุ่นมัวพร้อมกับออกแรงบีบที่มือหนักๆ จนมุคุโร่แสร้งร้องโอดโอย ให้คนทำร้ายร่างกายเลิกคิ้วมุ่นแต่ก็ระบายยิ้มขำๆ ออกมาได้ในที่สุด

 

 

“แล้วไง แกมีอะไรจะถามฉัน ถ้าคำถามแกไม่สำคัญขนาดที่ต้องให้ฉันลางานเพื่อมารอฟังล่ะก็ แกเตรียมตัวเป็นพุดับอยู่กลางท้องฟ้าได้เลย”

 

 

ถ้อยคำขู่ฆ่าน่ารักๆ นั่นไม่ได้ทำให้มุคุโร่กลัวเลยสักนิด ยิ่งยามนึกถึงเวลาที่เขาเฝ้ามองคนตัวเล็กยอมทำตามคำขอของเขาอย่างดี ท่าทางสบถอย่างคนหัวเสียที่ร่างบางทำในรถไฟฟ้า หรือรอยยิ้มแหยยามถูกสาวร้านดอกไม้หยอกล้อ กระทั่งทำตัวงงๆ ในร้านเค้ก ทุกอย่างที่คนตรงหน้าทำเพื่อเขาล้วนทำให้มุคุโร่ดีใจจนอยากจะแกล้งรวนให้คนตรงหน้าทำตามคำขออีกหลายๆ อย่าง ถึงเสี่ยงจะโดนระเบิดยัดปากในภายหลัง แต่มันก็คุ้มอยู่นะ

 

 

มุคุโร่ล้วงกระเป๋ากางเกงพร้อมดึงปากกาลูกลื่นออกมา ก่อนจะส่งให้ร่างบางรับไปอย่างมึนงง

 

 

พลันโกคุเทระแทบจะหยุดหายใจเมื่อจู่ๆ มุคุโร่ก็โน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดที่ข้างหู ริมฝีปากนุ่มคลอเคลียอยู่ข้างขมับ แล้วเสียงนุ่มก็เอ่ยแผ่วเบาให้แก้วหูสั่นสะเทือนตามระยะความใกล้ชิด

 

 

“รักผม...มั้ยครับ”

 

 

นัยน์ตาสีแมกไม้เบิกโพลง โกคุเทระผงะตัวออกและคงจะหลุดไปได้หากไม่ถูกดึงมือไว้ กระนั้นใบหน้าหวานก็ยังบูดบึ้งอย่างเห็นได้ชัด

 

 

“แกถามบะ...”

 

 

พูดไปได้เพียงครึ่งประโยคเสียงหวานที่เกรี้ยวกราดก็ต้องเงียบลง เมื่อปลายนิ้วหยาบแตะลงบนริมฝีปากก่อนจะเลื่อนไล้ใบหน้าหวาน เริ่มจากดวงตาไปยังแก้มนิ่มแล้ววกไปที่ใบหู ทุกสิ่งที่ประกอบรวมเป็นโกคุเทระ ฮายาโตะล้วนน่าหลงใหลที่แม้กระทั่งท้องนภาก็คงอยากจะครอบครอง

 

 

โกคุเทระยอมปิดปากเมื่อเห็นดวงตาสองสีส่องประกายอ้อนวอน เขาสบถในใจดังลั่น อย่ามาทำตาแบบนี้นะว้อย!

 

 

“อย่าพูดอะไรเลยนะครับฮายาโตะคุง คุณแค่...” มุคุโร่ดึงมือบางของอีกคนให้แตะไปบนกระดาษสากมือ แล้วเสียงทุ้มก็ดังขึ้นอีกครั้ง “เมื่อปีที่แล้วผมก็เคยถามคุณด้วยคำถามนี้ จำได้รึเปล่าครับ”

 

 

ทำไมจะจำไม่ได้! ก็ตอนนั้นน่ะฉัน...

 

 

 

“ถามบ้าอะไรของแก! ถ้าอยากรู้นักก็เอาไว้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ เหอะ”

 

 

“ชาติหน้าคงไม่ไหว แต่ถ้าเป็นปีหน้าคุณจะตอบผมรึเปล่า” 

 

 

“เออ! จะตอบให้...แกนั่นแหละ จะจำมันได้เรอะ!”

 

 

 

“วันพิเศษแบบนี้คุณคงไม่ใจร้ายกับผมนักใช่มั้ยครับ ฮายาโตะคุง”

 

 

โกคุเทระถูกบังคับให้กำมือรอบปากกา พอเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นแค่ใบหน้านิ่งสงบที่เหมือนจะไม่ได้คาดหวังในคำตอบของเขานัก ทั้งๆ ที่ตัวเองขอให้เขาทำนู้นทำนี้ให้ทั้งวันก็เพื่อการนี้แท้ๆ!

 

 

นัยน์ตาสีแมกไม้เหลือบมองสิ่งที่อยู่บนโต๊ะน้องเป็ด ทั้งเค้กหน้าตาประหลาด ทั้งดอกกุหลาบสีขาวผ่อง และสวนสาธารณะนามิโมริ...

 

 

ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้เพื่อวันนี้ แม้จะไม่หรูหราโรแมนติกเหมือนกับคนอื่นๆ แต่นี่ก็ดีแล้วสำหรับเขา...ครั้งหนึ่งมุคุโร่เคยจัดเตรียมทุกอย่างให้เขา ครานี้กลายเป็นเขาที่ต้องจัดเตรียมทุกอย่างแทน ถึงจะถูกบังคับให้ทำกลายๆ ก็เถอะ

 

 

แต่วันนี้มันเป็นวัน "พิเศษ" นี่เนอะ...

 

 

ริมฝีปากเรียวสวยเม้มแน่น ร่างบางกระชากสมุดกับปากกามาเขียนอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาที่จับจ้อง ถึงจะบอกว่าเขาไม่คาดหวังก็เถอะ แต่มุคุโร่รู้สึกว่าตัวเองหัวใจเต้นแรงจนเจ็บซี่โครงไปหมด เขาต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่แอบดูคำตอบในสมุด

 

 

และไม่กี่วินาทีต่อมา โกคุเทระก็ยื่นสมุดปกดำให้ร่างสูงโดยที่ผินหน้าไปด้านข้าง นัยน์ตาสีมรกตมองไปเรื่อย พยายามไม่สนใจมุคุโร่ที่กำลังไล่สายตาไปตามตัวอักษรหวัดๆ ในหน้ากระดาษ ทิ้งให้มุคุโร่ต้องผจญกับคำตอบเพียงลำพัง

 

 

ทว่าหลังจากนั้นโกคุเทระก็ถูกดึงไปกอดแน่นจนแทบจะจมเข้าไปในอกแกร่ง กอดรัดจนหายหมั่นเขี้ยวอย่างที่เจ้าตัวประกาศไว้นั่นแหละ

 

 

 

 

 

 

 

 

ฉันรักนาย 

 

 

แค่นี้พอมั้ยล่ะ ไอ้บ้า!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

THE END

 

 

 

 

 

 

เหมือนตัดจบ!


นี่เป็นฟิคที่ดองไว้แบบว่าเอาเก็บเข้ากรุไปนานแล้วค่ะ แต่งไม่จบซะที (ทำไมวะ) ในที่สุดก็เอามาต่อ เห็นว่าเป็นปีใหม่นะนี่ ในพล็อตก็วันพิเศษซะด้วย

 

 

ใครเดาออกบ้างว่ามัน "พิเศษ" ยังไง หึหึ

 

 

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าหลังจากนี้จะ "นานๆ อัพ" อีกหรือเปล่า แต่ว่าโดมก็เริ่มเขียนฟิคแนวซีรีส์เลิฟๆ ไว้ (นิดหน่อย) แล้ว หวังว่าจะได้เจอกันแบบ "บ่อยๆ อัพ"

 

 

ตั้งใจจะแต่งฟิคเรื่องอื่นด้วยนะ แต่...ก็มาตายรังอยู่ดี

 

 

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ

 

 

หวัดดีปีใหม่อีกรอบ